“ทำฝันให้เป็นจริง”

เนื่องจากในวันที่1สิงหาคม-5สิงหาคม ผมได้รับโอกาสอันดีที่จะไปฝึกงานในสายงานด้านการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นสายงานและแนวทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในอนาคตของผมอีกด้วย เพราะผมมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์หรือนักพัฒนาสังคม ที่จะได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาช่วยปลี่ยนแปลงสังคมของเราให้ดีขึ้นไม่ว่าด้านได้ด้านหนึ่งไม่มากก็น้อย

การ ”เป็นเงาตามงาน”หรือการฝึกงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาแกะสลักชีวิต ของนักเรียนชั้นม.6 โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ใหนีกเรียนได้สำรวจตนเองอีกครั้งในเรื่องงานที่สนใจเลือกทำเป็นอาชีพในอนาคต โดยให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริงของอาชีพนั้น (เข้าเรื่องกันเลยแล้วกันจะได้ไม่สาธยายมากพูดแล้วอินเดี๋ยวจะยาวไป55+ ) ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้ฝึกงานรู้สึกตื่นเต้นทันทีเพราะเรามีความอินกับเรื่องสังคมอยู่แล้วและใจจริงก็อยากไปช่วยด้านมูลนิธินานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสไปเสียที ดีใจมากๆตั้งแต่ยังไม่ได้ไป ผมจึงเลือกสถานที่ๆ ทำงานในด้านแก้ปัญหาสังคมช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือเรียกได้ว่าเป็นงานปิดทองหลังพระก็พูดได้ (ผมอิน 55 ) ซึ่งที่แรกที่พี่ๆเอื้อเฟื้อให้มีโอกาสไปฝึกงานคือ มูลนิธิกระจกเงา ที่ๆสองคือ บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปทุมธานี สำหรับการฝึกงาน3วันแรกไปที่ มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งในที่นี้ต้องขอขอบพระคุณพี่ๆและบุคลากรทุกคนที่มูลนิธิจริงๆ ตั้งแต่ติดต่อขอไปฝึก เพราะการฝึกงานของผมที่ไปฝึกกับมูลนิธิกระจกเงานั้นไปแค่เพียง3วันเท่านั้น ซึ่งตอนแรกที่ติดต่อไปพี่เค้าบอกว่า3วันนั้นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เค้าฝึกกันอย่างต่ำ2เดือน พอรู้อย่างงั้น ตอนนั้นก็ทำใจไว้นิดๆแล้วว่าอาจจะไม่ได้ฝึกงานที่นี่ แต่พอส่งเอกสารข้อมูลรายละเอียดไปให้ทางมูลนิธิแล้ว พี่เค้าเห็นถึงจุดประสงค์ของการไปฝึกงานในครั้งนี้ทางมูลนิธิก็ตอบตกลงให้ไปฝึกงานได้ แม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้นเพียงสามวันแต่พี่ๆก็พยายามหาเคสที่จะได้ออกไปลงพื้นที่ช่วยเหลือจริงๆมาให้ไปจนได้ไปทั้งสามวันซึ่งจากการได้ไปเรียนรู้การทำงานของพี่ๆเค้า ทำให้ผมได้เห็นมุมมองที่กว่าขึ้นของการทำงานในสายงานด้านนี่จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ในความคิดของเราก็จะมองภาพไว้อีกอย่างเหมือนเป็นความฝันลอยๆ เพราะยังไม่ได้เห็นการทำงานในแต่ละด้านจริงๆ แต่เมื่อได้ไปฝึกงาน ผมเห็นและได้ประสบการณ์จริงๆที่หาไม่ได้จากที่ไหน เช่นงานด้านสังคมมีหลากหลายด้านและต้องอาศัยการทำงานที่ทุ่มเท ไม่ใช่เพราะบทบาทหน้าที่ ที่เป็นเหมือนหมวกของเราที่ใส่อยู่เท่านั้น แต่จากการดูการทำงานของพี่ๆแต่ละคนแล้วทำให้ผมได้รู้ว่า พี่ๆแต่ละคนทำมากกว่าคำว่าหน้าที่ แต่เป็นความรัก รักในงาน รักที่จะช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครชื่นชมด้วยคำหวานๆ ไม่ได้เงินเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้คนรอบข้างเข้าใจว่าเค้าเป็นคนดี ไม่ได้มีใครพูดถึง แต่สิ่งที่ได้และผมสามารถรู้สึกได้คือความสุข ที่เกิดจากการช่วยเหลือ คนที่แม้จะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ ไม่ได้เป็นญาติพี่น้อง แต่แค่เพียงรอยยิ้มของคนเหลานั้นหรือคำขอบคุณเพียงคำๆเดียวผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่าและทำให้ตัวผมรู้สึกมีความสุขมากๆอย่างน่าประหลาด และสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ผมจะยังไม่ได้ทำงานกับมูลนิธิอย่างเต็มตัวก็ตาม แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าสิ่งเหล่านี้แหละเป็นกำลังใจที่จะทำให้พวกเรามีกำลังสู้ สู้เพื่อ ความสุขของคนอื่น เพื่อยืนหยัดอุดมการณ์อันเด็จเดี่ยวของเรา และทำให้ตัวผมเองนั้นได้รู้ว่านี่แหละเป็นสิ่งที่ผมตามหา ผมเจอสิ่งนั้นแล้ว และไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะใดของสังคม ผมได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของสังคม หรืออยู่ในจุดที่ต่ำต้อยเลี่ยดินของสังคม จงจำไว้ว่ามันมีค่าเท่ากัน สูงสุดและต่ำสุดมีค่าเท่ากัน ขอแค่ทำดี แค่นั้นเราอาจจะอยู่สูงกว่าคนบางคนด้วยซ้ำ ในเวลา3วันของการฝึกงาน ผมมีโอกาสได้ไปในสถานที่ต่างๆที่เชื่อว่าหลายๆคนไม่มีโอกาสเคยได้ย่างกายเข้าไป และยังได้บทเรียนชีวิตที่หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากจะได้เจอกับตัวเอง เช่น เรือนจำ แผนกผู้ป่วยเด็ก หรือสถานพำนักคนไร้ที่อยู่ ได้เข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ และแต่ละกิจกรรมนั้นก็เป็นครูของเรา ได้รู้การทำงานจริงของพี่ๆ และสิ่งที่เป็นที่ประทับใจมากๆคือเราได้เห็นว่ายังมีคนไทยที่มีจิตอาสาอีกมากที่พร้อมที่จะแบ่งปันความสุขเล็กๆของตัวเอง เพื่อคนอื่น สังเกตุได้จากตอนที่ฝึกงาน จะมีอาสาสมัครมาช่วยงานอยู่เสมอ ซึ่งพวกเค้าเหล่านี้ไม่ด้ผลตอบแทนได้ๆจากการมา จะได้ก็เพียงแค่ความสุขใจจากการให้เท่านั้น เป็นภาพที่สวยงามและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นคนไทยมาช่วยกันทำความดี สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณมูลนิธิกระจกเงาเป็นอย่างสูง ที่เปิดโอกาสให้เด็กคนหนึ่งได้ตามหาความฝัน และเรียนการทำงานต่างๆอีกทั้งยังช่วยสอนงาน ต้องลำบากต้องมีติ่งอีกติ่งตามติด เวลาไปไหน ซึ่งพี่ๆทุกคนน่ารักมากจริงๆ อะไรที่ผมไม่รู้ก็จะคอยบอกคอยสอนผมตลอด บางท่านก็เอาน้ำมาให้บ้าง เลี้ยงข้าวบ้าง ซึ่งผมเกรงใจจริงๆ แค่ได้มาฝึกงานก็รู้สึกดีมากแล้ว ขอบคุณที่ดูแลอย่างดีมาตลอด3วัน ครับ การฝึกงานในครั้งนี้ของผมทำให้ผมเห็นมุ่มมองต่างๆทั้งในเรื่องสายงาน และเห็นถึงความทุ่มเทของพี่ๆจริงๆงานบางงานที่ไม่ใช่หน้าที่แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นเพราะใจรักและทุ่มเท ขอบพระคุณมากจริงๆ ครับพี่ สำหรับทุกๆอย่าง สักวันผมก็จะไปช่วยพี่ทำงานต่อ รอผมเรียนจบก่อนนะครับ 555

พูดถึง 2วันที่เหลือ ผมได้รับความเมตตาไปฝึกงานต่อที่ บ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งที่นี่เป็นที่ที่ให้การดูแลผู้ที่ประสบปัญหาต่างๆ แล้วจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองเช่น ปัญหาพ่อแม่แยกทางกัน แล้วทิ้งภาระความรับผิดชอบการเลี้ยงดูลูกแท้ๆของตน ทางที่บ้านก็จะประเมิณความเสี่ยงถ้าหากมีความเสี่ยงที่เด็กจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูและถูกทารุณหรือล่วงละเมิดทางเพศที่บ้านก็จะรับเด็กคนนั้นเข้ามาในความดูแลทั้นที่ เพื่อทำเรื่องส่งต่อไปยังสถานพำนักเด็กต่อไป ซึ่ง ผมได้รับความเมตตาจากพี่ต้น ทศพล จันทราภิรมย์ เป็นคนคอยดูแล พี่ต้นเป็นนักสังคมสงเคราะห์อยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปทุมธานี จากการฝึกงานที่นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงปัญหาของสังคมเราอีกทั้งยังได้พูดคุยกับผู้ที่เข้ามาพักที่บเนแห่งนี้ก็ด้รับรู้ปัญหาอันเลวร้ายต่างๆของสังคม เพราะแต่ละคนที่เข้ามาขอพักที่บ้านแห่งนี้ย่อมมีปัญหาขอแต่ละคน ทำให้ผมได้รู้ว่าคนที่เค้าลำบากและเจอปัญหาต่างๆมากมายก็ยังมีอีกเยอะ ในบ้างครั้งแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเพราะบ้างคนก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ แต่กลับต้องมาเจอกับปัญหาอันหนังอึ่ง ทำให้ผมได้มองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าเราอายุขนาดนี้แล้วถ้าให้เรามาเจอปัญหาอย่างน้องเค้า เราจะทำเช่นไร เมื่อคิดย้อนกลับมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเราจะเข้มแข็งได้เท่าน้องเค้าเลยหรือไม่ จนบางที่ก็ด้รู้ว่าการทำงานในสายนี่ก็ต้องรู้จักปล่อยวางเพราะถ้าเราเก็บเอาเรื่องของคนนี่กำลังช่วยเหลือมาคิดแทนซะทั้งหมด ก็จะทำให้เราเอาความทุกข์ของเค้าเข้ามาใส่เราแทนจนเราก็หาทางช่วยเค้าไม่ได้เหมือนกัน นี่แค่ผมได้คุยแล้วเปลี่ยนกันเท่านั้นผมกลับรู้สึกทุกข์ใจโดยบอกไม่ถูกเพราะปัญหานั้นๆมันหนักจริงๆ ทำให้ผมพลอยได้รับความเศร้านั้นเข้ามาด้วย ซึ่งพี่ก็ได้บอกว่าถ้าเราเอาปัญหาเค้าเข้ามาเป็นของเราเราก็จะเป็นอย่างนี้แหลพี่ต้นบอกว่าเมื่อก่อนแรกๆพี่ก็เป็น แต่เราต้องรู้จักแยก ถึงพี่จะบอกอย่างนั้นผมก็รู้สึกเศร้าและหดหู่อยู่ดีเมื่อพูดถึงปัญหา จึงได้รู้เลยว่านี่ขนาดเราไม่ได้เจอกับตัวเราเองเรายังรู้สึกได้ขนาดนี้เลย แล้วคนที่โดนเองหละ เค้าจะรู้สึกว่าโลกทั้งใบนี้แตกสลายแค่ไหน ยิ่งทำให้ผมสงสารและอยากช่วยเหลือคนเหล่านี้มากๆนี่ยิ่งเป็นการยืนยันนั่งยันในจุดยืนของตัวเอง อีกทั้งยังได้เรียนรู้กระบวนการด้านสังคมสงเคราะห์อีกมากมาย ซึ่งที่ได้ไปฝึกงานก็เหมือนการได้เรียนรู้การทำงานนในแต่ละวันของพี่ๆว่าวันหนึ่งๆในการทำงานต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งการทำงานที่นี้ต้องบอกเลยว่าต้องอาสัยความทุ่มเทและอุดมการณ์อย่างแข็งกล้าอย่างยิ่ง และไม่ได้มีการทำงานแค่ในเวลางานเท่านั้นแต่ยังต้องมีการเข้าเวร เวียนกันทุกคนอีกด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าบ้านเล้วนั้นก็ต้องมีคนดูแลบ้านตลอด และเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่คอยเข้าระงับเหตุเมื่อมีคนแจ้งเหตุ ในความรับผิดชอบเข้ามา โดยพี่ต้นก็ได้ให้ความรู้เรื่องกระบวนการทางสังคมแก่ตัวผมเยอะมาก เวลาผมมีข้อสงสัยผมถามพี่เค้าก็จะหาคำตอบดีให้ตลอด ทำให้ผมรู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้านจริงๆ พอตอนเที่ยงเราก็จะทำอาหารทานกันเองซึ่งผมก็ได้ไปช่วยพี่ๆทำพอทำอาหารเสร็จก็จะมานั่งทานอาหารด้วยกัน ไม่แปลกที่ใช้คำว่า “บ้านพักเด็กและครอบครัว” เพราะมันคือบ้านหลังที่สองของพวกเค้าจริงๆ ครับ

สุดท้ายจะขอเล่าประสบการณ์ที่เห็นถึงความอุทิศตัวเพื่องานและผู้อื่นของพี่ๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ระทึกพอสมควรเลยครับ เรื่องมีอยู่ว่า….วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการฝึกงาน ในขณะนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสามกว่าๆ สถานการณ์เงียบสงบตามปกติ ขณะที่ผมและพี่กำลังวุ่นอยู่ในครัวกับการช่วยทอด เฟรนฟรายและนักเก็ตไก่ ให้น้องๆและพี่ๆคนอื่นๆ สถานการณ์ก็ยังปกติดี น้องๆและคุณยายที่เป็นผู้พักอาศัยที่ในบ้านก็กำลังน้อนดูทีวีกันอยู่ที่ห้องกิจกรรมซึ่งห่างจากห้องครัวไปไม่กี่ก่าว สถานการณ์ก็ยังดูปกติดี…แต่ในขณะนั้นอยู่ๆพี่ที่กำลังทอดยู่นั้นก็เดินหายไปจากครัวตอนไหนก็ไม่ทราบแต่รู้ตัวอีกทีพี่เค้าก็ได้หายออกไปแล้ว ด้วยความสงสัยว่ามีงานอะไรหรือไม่ ผมจึงเดินออกไปดูนอกห้องครัว แต่ภาพที่ผมเห็นนั้นกลับทำให้ผมลืมคิดดเรื่องทอดเฟรนฟรายและนักเก็ตไก่ไปหมด คือภาพที่พี่ๆกำลังวิ่งด้วยความรีบร้อนมาที่ยายที่ก่อนหน้านี่ยังนอนดูทีวีอยู่ในห้องกิจกรรมอยู่ แต่ตอนนี้ยายเกิดอาการชักไม่รู้สึกตัว ผมจึงรีบวิ่งไปดูเผื่อมีอะไรที่มสามารถช่วยเหลือพี่ได้เล็กๆน้อยๆ ซึ่งในตอนนั้นพี่ๆก็กำลังเรียกสติยายให้กลับคืนมา ร่วมทั้งกำลังประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เนื้องด้วยยายกำลังรอเวลาที่จะส่งต่อไปยังบ้านพักผู้สูงอายุ ซึ่งที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ที่พร้อมพอสำหรับผู้สูงอายุ หรือในการช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน พี่ๆจึงช่วยกันยกยายขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาลโดยเร็ว โดยไม่มีทีท่าว่าจะรังเกียจปัสสาวะของยายที่ออกมาจากการหมดสติ จากเหตุการณ์นี่ทำให้ผมเห็นถึงความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่และเป็นที่ประทับใจอย่างมาก จึงขอนำมาเล่าต่อ

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณบ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดปทุมธานี และพี่ต้น ทศพล จันทราภิรมย์ ที่ให้ความเมตตาและดูแลอย่างดีด้วยความจริงใจตลอด2วัน ขอขอบพระคุณมากจริงๆครับ ทุกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ ผมประทับใจมากๆ และชื่นชมในอุดมการณ์ของพี่ๆอย่างมาก ผมจะเอาสิ่งที่เรียนรู้มาประใช้ในชีวิตของผมอย่างแน่นอนครับ ขอบพระคุณมากๆสำหรับทุกๆอย่างครับ….

เรื่อง,ภาพ : รุจน์สกุล ศรีสุพรรณราช ฟ้าคราม ม.๖ โรงเรียนปัญญาประทีป

วิชาบูรณาการเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”แกะสลักชีวิต”