นักเรียนพุทธปัญญา

คุณธรรม ๑๒ ประการของนักเรียนพุทธปัญญา

๑. สำรวมระวังอินทรีย์

๑.๑ มีสัมมาวาจา

– พูดจาถูกกาลเทศะ สุภาพ ไพเราะ
– มีสติในการพูด พิจารณาได้ว่าสิ่งที่พูดจะต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น แม้จะเป็นความจริงก็ตาม
เช่น พูดถึงผู้อื่นในแง่ลบโดยไม่คิดช่วยแก้ไข พูดให้เกิดความแตกแยก พูดย้ำปมด้อยของผู้อื่น
ใช้คำพูดหยาบคาย เป็นต้น
– พูดความจริงและเร้ากุศล ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม

๑.๒ ความประพฤติ

– ประพฤติปฏิบัติถูกกาลเทศะ
– สำรวมกายในการ เดิน ยืน นั่ง นอน อย่างเหมาะสม ดูสง่างามและเกิดผลดีต่อสุขภาพ
– ใช้ร่างกายในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสมไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยกาย
– เมื่อต้องมีการเข้าคิว ก็เข้าแถวให้เป็นระเบียบไม่แซงกัน
– มีความสำรวมในการรับประทานอาหาร เช่น ไม่รับประทานมูมมาม, ไม่เคี้ยวมีเสียง,
ไม่พูดขณะมีอาหารอยู่ในปาก, เกลี่ยอาหารในจานให้เรียบร้อย, ไม่ทำอาหารหกเลอะออกมานอกจาน,
นั่งหลังตรง, นั่งขณะดื่มน้ำ, ใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารแต่ละชนิดได้ถูกวิธีเหมาะสมกับประเภทของอาหาร,
รับประทานอย่างมีสติ ไม่รีบร้อนเกินไป ไม่ใช่เพียงสนองความอยาก หรือปฏิเสธอาหารเพียงเพราะความไม่อยาก
– สำรวมในการตักอาหาร ตักให้พอดี โดยคำนึงถึงคุณค่าอาหาร และปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย
– รับผิดชอบต่อการใช้พื้นที่สาธารณะและทรัพยากรร่วมกัน ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม
หรือเกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสาธารณสมบัติ

๑.๓ การฟัง การดู

– มีสติในการฟัง ดู อ่าน พิจารณาได้ว่าสิ่งนั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิตและไม่เบียดเบียนใคร
ไม่ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น
– เป็นผู้ฟังที่ดี ให้เกียรติผู้พูด ไม่ทำอย่างอื่นไปด้วย ขณะที่กำลังสนทนากับผู้อื่น
– ฟังหรือดูแล้ววางใจเป็นกลาง ไม่ด่วนตัดสิน หากข้อมูลยังไม่เพียงพอ
– รู้จักประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ

๑.๔ จิตใจ

– มีจิตใจดีงามไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น เพ่งคุณมากกว่าเพ่งโทษ

๒. รู้จักพอ รู้จักพอดี

๒.๑ บริโภค (เวลา อาหาร วัตถุสิ่งของ ทรัพยากร สื่อ ฯลฯ) อย่างพอดี ทั้งในแง่ปริมาณและคุณค่า�
        รู้ว่าจุดไหนคือ “พอ” และต้อง “หยุด” เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบต่อตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม
๒.๒ บริโภคพอเพียง เป็นผู้ที่กินง่าย อยู่ง่าย ไม่สร้างเงื่อนไขมาก ยกเว้นที่มีผลต่อสวัสดิภาพ และสุขภาพกาย/ใจ
๒.๓ การบริหารอารมณ์ต่อสิ่งที่มากระทบได้ดี สามารถแสดงอารมณ์ออกมาเป็นพฤติกรรมได้อย่างพอดี
        และไม่สร้างผลกระทบทางลบให้กับตนเองและผู้อื่น

๓. ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน เป็นทุกข์ ด้วยกาย วาจา ใจ

กาย – เช่น ไม่ทำร้ายร่างกาย จิตใจ ของคน (ตนเองและผู้อื่น) สัตว์ และธรรมชาติ ไม่ทำร้ายทรัพย์สมบัติผู้อื่นให้เสียหาย หรือทำลายสาธารณสมบัติ
วาจา – เช่น ไม่พูดยั่วยุ ไม่พูดล้อเลียน ไม่ให้ร้ายผู้อื่น
ใจ – เช่น ไม่ผูกพยาบาท ไม่คิดร้าย เพ่งโทษ ต่อตนเองและผู้อื่น

๔. อดทน ใจสู้

๔.๑ อดทนต่อการงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทำเต็มความสามารถ อย่างไม่ท้อถอย
๔.๒ อดทนต่อการฝึกและฝืน (กิเลส) อย่างต่อเนื่อง เพื่อ พัฒนาตนเองทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา
๔.๓ อดทนต่อความทุกข์ตามธรรมชาติ
         – ทุกข์ทางกาย เช่น เจ็บป่วย หิว เหนื่อย เป็นต้น
         – ทุกข์ทางใจ เช่น เศร้า เหงา ว้าเหว่ ไม่พอใจ เสียใจ เป็นต้น
         ** ต้องทำให้ศรัทธาและเห็นคุณค่าของผลลัพธ์ที่จะได้จาก การอดทนอย่างต่อเนื่อง

๕. ใฝ่รู้ ใฝ่ดี ใฝ่ความจริง

๕.๑  มีความต้องการพัฒนาตนเอง ต้องการรักษา สร้างพฤติกรรมที่ดีงามให้งอกเงย
๕.๒ มีความอยากรู้ พอใจในการแสวงหาความรู้ ความจริงที่จะเอื้อต่อการพัฒนาชีวิต
๕.๓ มีความตั้งใจในเวลาเรียนซักถาม บันทึก ทำการบ้าน ทบทวนความรู้
        ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ทดลองนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้ในชีวิตจริง
๕.๔ มีท่าทีเป็นนักศึกษาอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ไม่ด่วนตัดสิน ไม่เพ่งโทษ

๖. พูดจริง ทำจริง จริงใจ

๖.๑ พูดความจริง เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
๖.๒ สามารถรักษาสัจจะที่ให้ไว้
๖.๓ กล้าพูดและยอมรับความจริงในทุกสถานการณ์

๗. ขยันไม่เกียจคร้าน

๗.๑ มีความขยัน เพียรพยายามในการเรียน การงานที่มอบหมายจนสำเร็จ
๗.๒ มีความพยายามในการทำดี ทำประโยชน์ให้ตนเองและส่วนรวมและรักกษาความดีนี้ไว้
๗.๓ มีความเพียรในการพัฒนาตนเอง สร้างกุศลกรรม ละและป้องกันอกุศลกรรมไม่ให้เกิด

๘. เสียสละ

๘.๑ สละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
๘.๒ สละความตระหนี่โดยการเป็นผู้ให้

๙. ใจเอื้อหรือมีน้ำใจ

๙.๑ รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
๙.๒ รู้จักแบ่งปัน ความรู้และสิ่งของให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์
๙.๓ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ตามกำลังความสามารถ
๙.๔ มีความปรารถนาให้ผู้อื่นและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีความสุข
๙.๕ ชื่นชมยินดีเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ
๙.๖ มีจิตอาสาช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของชุมชน สังคม

๑๐. มีสติ

๑๐.๑ ด้านกาย – มีสติในกายใช้อินทรีย์ โดยไม่ให้เบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม�
          สามารถดูแลสิ่งของและรับผิดชอบในหน้าที่ของตนได้ ไม่หลงลืม
๑๐.๒ ด้านศีล – มีสติในการรักษาศีล ๕ รักษาวินัย มีความรับผิดชอบต่อประโยชน์และความสงบสุขของส่วนรวม
๑๐.๓ ด้านจิตใจ – มีสติตื่นตัวในการเรียนรู้ ไม่เหม่อลอย รับรู้ ข้อมูลอย่างเป็นกลางไม่ปรุงแต่ง
๑๐.๔ ปัญญา – มีสติในการทำงานเมื่อเกิดปัญหา สามารถจัดการอารมณ์ได้ และใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์สืบหาเหตุ
           ปัจจัยและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

๑๑. จิตแน่วแน่

๑๑.๑ มีจิตจดจ่อแน่วแน่ต่อการทำงาน ได้อย่างต่อเนื่องจนสัมฤทธิ์ผล
๑๑.๒ สามารถเจริญสติ ทำสมาธิได้ อย่างเหมาะสมตามวัย
๑๑.๓ รู้จักสภาวะนิ่งสงบ ทั้งกาย-ใจ และมีความพอใจความสุขที่เกิดจากความสงบ

๑๒. คิดเป็น

๑๒.๑ มีสัมมาทิฏฐิ

– มีความเข้าใจและศรัทธาในพระรัตนตรัย ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์และโลก
– เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพ้นทุกข์ได้
– เข้าใจและสามารถนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน
– เข้าใจและเห็นคุณค่าของบทบาทของพุทธบริษัท

๑๒.๒ รู้คุณ-ตอบแทนคุณ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ เพื่อน สังคม และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
๑๒.๓ เคารพในเหตุและผลของการกระทำของผู้อื่น
๑๒.๔ คิดเป็นตามหลักโยนิโสมนสิการ : คิดตามหลักอริยสัจ ๔, สืบหาเหตุปัจจัย, เป็นคุณหรือโทษ,
           คุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียม, เห็นความไม่แน่ ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน
๑๒.๕ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดเชิงระบบ เชิงวิพากษ์ เชิงสร้างสรรค์ คิดเร้ากุศล

Back to Top

โรงเรียนปัญญาประทีป ๑๖๒ หมู่ ๑๒ บ้านหนองน้อย ซ.เมนะรุจิ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ๓๐๑๓๐ อีเมล์ panyaprateep@gmail.com

โทร. ๐๔๔-๓๑๘๒๒๙,๐๔๔-๗๕๖๑๐๔,๐๔๔-๗๕๖๒๐๗ โทรสาร ๐๔๔-๓๑๘๒๒๙ ต่อ ๑๐๕